ตอนท้องร่างกายของผู้หญิงเรามีการเปลี่ยนแปลงไปยังไงกันบ้าง การเปลี่ยนแปลงปกติเป็นยังไง แล้วที่ไม่ปกติมันเป็นยังไง สำหรับคุณแม่มือเก๋าทั้งหลายถ้ารู้มาบ้าง ก็ถือว่าเป็นการทบทวนก็แล้วกันนะครับ
หลักปฏิบัติสำคัญสำหรับว่าที่คุณแม่ทุกคนก็มีอยู่ง่ายๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามปกติ คุณแม่ต้องเข้าใจและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกวิธี ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปกตินั้นคุณแม่ต้องรู้ถึงความไม่ปกติที่เกิดขึ้น วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น แค่ไหนต้องไปพบแพทย์ และต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา
แบบนี้ “ปกติ”
โดยปกติแล้ว 90% ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็มักจะไม่มีอะไรแทรกซ้อน มีเพียง 10% เท่านั้นเองครับที่อาจจะมีปัญหาให้หมอต้องเหนื่อยกันบ้าง
เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็ขอแบ่งระยะเวลาของการท้องทั้งหมดเป็น 3 ไตรมาสก็แล้วกันนะครับ ในไตรมาสแรกหรือใน 12 สัปดาห์แรกก็เป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ จากผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งแต่ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นแม่ซะแล้ว ร่างกายของคุณแม่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะ ที่พบได้บ่อยๆ ในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ปกติก็เห็นจะหนีไม่พ้นสามข้อนี้ครับ
คลื่นไส้ อาเจียน
ปัสสาวะบ่อย
ถ่วงท้องน้อย เจ็บตึงปีกมดลูก
อาการคลื่นไส้อาเจียน ![]()
ประจำเดือนขาด แถมยังอาเจียนโอ้กอ้าก ใครรู้เข้าก็ต้องเดาไว้ก่อนเลยว่าตั้งครรภ์ เพราะมากกว่าครึ่งของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จะมีการแพ้ท้อง ครึ่งที่เหลือก็นับว่าโชคดีไป เพราะไม่มาลองแพ้ดูเองก็ไม่รู้รสชาติหรอกครับ ว่าแพ้ท้องมันทรมานแค่ไหน อาการแพ้ท้องนี้จะเริ่มแพ้กันตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ หรือประจำเดือนขาดได้ 2 อาทิตย์ แล้วแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ จนมาแพ้หนักที่สุดก็สัปดาห์ที่ 9 หลังจากนั้นก็จะเบาลงเรื่อยๆ แล้วมาหายสนิทตอน 14 สัปดาห์ คนที่แพ้ท้องบางคนก็แพ้นิดเดียว แต่บางคนก็อาจจะแพ้หนัก คนที่แพ้น้อยๆ ก็อาจมีอาการแค่เหนื่อยๆ เพลียๆ เหมือนไม่มีแรง ขี้เกียจ อยากนั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน ใครชวนไปไหนก็ไม่อยากไปทั้งนั้น อยากจะนอนอยู่บ้านมากกว่า จะกินอะไรมันก็ไม่อร่อยไปเสียหมดลิ้นมันเลี่ยนๆ ขมๆ ยังไงชอบกล ขนาดน้ำเปล่าธรรมดานี่กินแล้วยังขมเลย ก็เลยไม่ค่อยได้ดื่มน้ำเท่าไหร่ ทำให้รู้สึกปากแห้ง ผิวแห้งไปหมด ตอนเย็นๆ ก็รู้สึกเหนื่อยมีไข้รุมๆ อีกด้วย
ส่วนคนที่แพ้มากก็อาจแพ้ขนาดต้องกอดชักโครกนอนกันเลยทีเดียวครับ เงยหน้าขึ้นมาก็อาเจียน อาเจียนจนเหนื่อยแล้วก็ซบอยู่บนฝาชักโครกนั่นแหละ เดี๋ยวก็อาเจียนต่ออีก กินอะไรก็ไม่ได้ทั้งๆ ที่ท้องก็หิว แต่ปากมันไม่รับ ถ้ามีอาการแพ้มากๆ กินอะไรไม่ได้เลยก็จะทำให้เกิดอาการขาดน้ำ น้ำตาลในเลือดต่ำ อ่อนเพลีย หมดแรง เป็นลม ผิวแห้ง ตาโบ๋ ถ้ามีอาการมากขนาดนี้ก็ควรไปหาคุณหมอดีกว่าครับ ถ้ากินอะไรไม่ได้เลยจนชักจะแย่แล้วก็อาจจำเป็นต้องให้น้ำเกลือ ซึ่งในน้ำเกลือนี้ก็จะมีน้ำเกลือแร่ กลูโคสเพื่อทดแทนฟื้นฟูร่างกายให้มีแรงสดชื่นขึ้น
คุณพ่อเองก็ต้องเข้าใจเรื่องของการแพ้ท้องด้วยนะครับ หากแต่ก่อนตอนที่ยังไม่ท้องคุณเธอเป็นคนเอาใจยาก ตอนแพ้ท้องนี่สิยิ่งจะเอาใจยากไปกันใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน อาหารที่เคยชอบก็อาจไม่ชอบ ของไม่ชอบก็อาจชอบขึ้นมา เอาแน่เอานอนไม่ได้ คิดแล้วปวดหัว คุณแม่ที่แพ้ท้องมากกินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาหมด จนบางทีก็ท้อแทบไม่อยากจะกินอาหารเลย แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องฝืนกินบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี กินบ้างอาเจียนบ้างก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะช่วงนี้ความรู้สึกของปากกับท้องมันไม่ตรงกัน ถึงปากไม่อยากกิน แต่ท้องมันก็ยังหิวอยู่ เพราะถ้าคุณแม่ปล่อยให้ท้องว่าง น้ำย่อยจะหลั่งออกมาตามเวลาปกติ หากไม่มีอาหารลงไปเลยก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกแสบร้อนในท้อง จนบางทีต้องอาเจียนออกมาเป็นน้ำลายปนย่อยเขียวๆ อีกทั้งระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดต่ำลงมากเกินไป ทำให้ยิ่งอ่อนเพลียหนักไปอีก… คุณพ่ออาจจะหาขวดโหลน่ารักๆ ใส่คุกกี้ ขนมปังกรอบ หรือลูกอมหวานๆ เอาไว้ให้คุณแม่กินเล่น หรือเป็นพวกขนมหวาน น้ำผลไม้ ใส่ตู้เย็นไว้ ถ้าเป็นน้ำอัดลมควรเลือกที่เป็นน้ำสี เช่น น้ำแดง น้ำส้ม เพราะถ้าเป็นน้ำดำจะมีกาเฟอีนผสม ไม่ดีสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ถ้าไม่ชอบน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลม ลองจิบน้ำขิงอุ่นๆ จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังเพิ่มพลังงานแก่ร่างกายด้วย
ถ้ายังอาเจียนอยู่ คุณพ่อควรใช้วิธีให้คุณแม่กินมื้อละนิด พอให้อยู่ท้องและกินบ่อยๆ เลือกอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย ให้พลังงานสูง ไม่คาว ไม่มันเลี่ยน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง และเมื่อกินแล้วอย่าเพิ่งให้คุณแม่นอนพักทันที พาคุณแม่ไปเดินเล่นย่อยอาหารสักครึ่งชั่วโมงเสียก่อน เพราะว่าฮอร์โมนที่ปลี่ยนแปลงจะทำให้หูรูดส่วนบน ของกระเพาะอาหารคลายตัว หากล้มตัวลงนอนทันที อาหารอาจไหลย้อนกลับขึ้นมา คุณแม่ก็อาเจียนออกหมด และก่อนเข้านอนถ้าคุณแม่ได้กินอะไรสักนิด ตื่นมาตอนเช้าจะคลื่นไส้น้อยลง
หากคุณแม่อาเจียนมาก คุณพ่อควรช่วยเอามือลูบหลังเบาๆ หาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้สดชื่น หาน้ำอุ่นๆ ให้คุณแม่จิบเพื่อช่วยลดอาการพะอืดพะอม และเพื่อล้างกรดน้ำย่อยที่ตกค้างอยู่ในหลอดอาหารลงให้หมดไป กรณีที่อาการหนักมาก เช่น หน้ามืด เป็นลม มือเท้าเย็น เหงื่อออก ปากแห้ง ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ และหาทางป้องกันหรือบรรเทาอาการให้ดีขึ้น อาจต้องกินยาแก้ปวดแก้อาเจียนร่วมด้วย แต่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนครับ
ยาที่ใช้รักษาอาการแพ้ท้องก็มีจำกัด ที่ใช้กันบ่อยๆ ก็เป็นอันเดียวกันกับที่ใช้รักษาอาการเมารถเมาเรือนั่นเองครับ ยาที่ว่านี้ก็ใช้ได้ปลอดภัย ใช้กันมานานมากแล้วโดยยังไม่มีรายงานว่ามีผลต่อลูกในครรภ์ แต่ข้อเสียก็คือกินแล้วบางทีก็ไม่หายยังอาเจียนอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น จะพึ่งแต่ยางอย่างเดียวก็คงไม่ได้หรอกครับ การดูแลปฏิบัติที่ดีอาจจะช่วยได้เยอะ
1. อันดับแรกเลยคุณแม่ก็ควรเลือกรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ไม่คาว ไม่มัน กลิ่นน้อยๆ
2. กินทีละน้อยๆ อย่ากินทีเดียวเยอะๆ อย่ากินจมอิ่มเพราะเดี๋ยวก็จะรู้สึกอยากอาเจียนตามมา กินนิดกินหน่อยไปเรื่อยๆ ดีกว่า รวมๆ แล้วทั้งวันก็กินได้เยอะกว่ากินเป็นมื้อๆ ด้วยซ้ำไป
%C